หวังดีที่ไม่ใช่ว่าจะดี

              ความหวังดี ถ้าพูดกันง่ายๆเลยคือจะมีผู้ให้ความหวังดีและผู้รับความหวังดี แต่สิ่งที่แตกต่างจากการให้และรับโดยทั่วไป คือ ผู้ให้มักเต็มใจให้ แต่ผู้รับอยากรับหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องนึง

จึงมีคำพูดออกมาเป็นประโยคเช่นอย่ามาทำเป็นหวังดีหรือไม่น่าไปหวังดีเลย อุตส่าหวังดีบ้างแหละ คิดว่านี่หวังดีแล้วเหรอและกับแค่หวังดีไม่พอหรอกและอีกหลายประโยคอีกมากมายในทำนองนี้ สำหรับคุณเคยเจอบ่อยประโยคแบบไหนบ้าง

เมื่อลองวิเคราะห์ประโยคเหล่านี้สักนิดจะพบว่า ประโยคหลังนี่เองคือความจริงเพราะไม่ว่าจะอุตส่าหวังดี หรืออย่ามาหวังดี ไม่น่าหวังดี ก็ตาม ที่มายังไงก้คือมันไม่เพียงพอต่อผู้รับเสมอไป

และความหวังดียังเกิดขึ้นได้ทั้งเป็นนามธรรมกับรูปธรรม กล่าวคือ อาจมอบให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เงินทอง สิ่งของนอกกาย การหยิบยืม หรือโอกาสที่หยิบยื่น  สิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความเป็นห่วงเป็นใย คำแนะนำที่ปรึกษา กำลังใจ ซึ่งจะหวังดีรูปแบบไหน ก็อาจทำให้ผู้รับรู้สึก ไม่เพียงพอ ได้ทั้งสิ้น

              เราอาจเคยอยู่ทั้งในสถานการณ์ที่เป็นทั้ง ผู้ให้และผู้รับความหวังดี และอาจเคยมีความรู้สึกไม่ดีต่อความหวังดีในมุมต่างๆ กันไป ทั้งเสียใจที่ให้ หรือ ไม่พอใจในสิ่งที่ได้รับ แต่เวลานั้น ถ้าเราไม่พอใจในสิ่งที่ได้รับ เราก็จะลืมนึกถึงอีกด้าน เช่น เราจะไม่คิดว่า ผู้ให้ความหวังดี เขารู้สึกอย่างไร เขาไม่ควรได้รับผลตอบแทนจากเราเช่นนั้นไหม ซึ่งที่ยากกว่าคือ การทำความเข้าใจในฝั่งผู้รับว่า ทำไมเขากลับไม่พอใจในความหวังดีที่เรามอบให้

เพราะมันไม่พอยังไงล่ะ แล้วทำไมแค่ความหวังดีมันจึงไม่พอ เบื้องต้นหากพอนึกถึงตอนที่เราที่เองเป็นฝ่ายรับแล้วไม่พอใจในความหวังดีนั้น เราก็ลองถามตัวเองดูว่าทำไมตอนนั้นจึงไม่พอใจ

หากคิดวิเคราะห์ดูจะพบว่าความหวังดีมักเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ หากอีกฝ่ายมีสัญญาณใดๆที่เรารู้สึกว่าน่าให้ความช่วยเหลือเราจึงมอบความหวังดีให้ออกไป ซึ่งความรู้สึกว่าน่าช่วยเหลือนี้ ไม่ใช่ว่าต้องเกิดเมื่ออีกฝ่าย ย่ำแย่ หรือมีปัญหาเท่านั้น อาจเป็นตอนที่เขาดีอยู่ แล้วเราอยากให้เขาดีขึ้นไปอีกใกล้สำเร็จ จึงอยากช่วยให้สำเร็จยิ่งขึ้น หรือสำเร็จเร็วขึ้นก็เป็นได้สิงที่เขาคิด เขาอาจไม่อยากให้เราต้องลำบากเดือดร้อนไปด้วย

เมื่อใดก็ตามที่การช่วยเหลือกันนนั้น หากไม่ช่วยอะไร ย่อมไม่แปลกที่ผู้รับไม่ต้องการ ซึ่งที่เขาไม่ต้องการไม่ใช่เพราะไม่อยากได้สิ่งนั้นเสมอไป แต่มันอาจเป็นความรู้สีกดีๆ ในแบบที่ ไม่อยากให้เรา หรือ ผู้ให้ ต้องมาลำบาก เดือดร้อนไปกับเขาด้วย หากเป็นเช่นนี้ผู้รับแทนที่จะสบายใจ ก็กลายเป็นอึดอัดเพิ่ม กระทั่งต้องมารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ โดยที่เขาไม่คิดว่าจำเป็นในตอนนั้นเลย

              หากความหวังดี เปลี่ยนเป็นปริมาณ ที่ตีความวัดได้ คล้ายกับว่า เพื่อนเดือดร้อนต้องการเงินเป็นหมื่นบาทด้วยความหวังดี เราจึงบอกว่าช่วย 200 นะ แม้เขาจะเห็นในความหวังดี แต่ลองคิดในอีกมุมดูซิ ถ้าเราเป็นฝ่ายรับก็อาจจะอยู่ในอารมณ์ที่โถ ยังอุตส่าช่วยเพราะไม่ใช่แค่ มันน้อยเกินไป มันอาจสะท้อนได้ด้วยว่า ตัวผู้ให้เองก็อาจยังลำบากอยู่ ผู้รับย่อมรู้สึกอึดอัดที่จะรับ ไม่ได้คิดดูถูกน้ำใจในความหวังดีอีกด้วย

ความหวังดีไม่เหมือนกับการทำความดีทั่วไปที่จะคิดแบบ ทำไปให้ไป ไม่หวังตอบแทนแล้วจะไม่เป็นไร เพราะมันกลายเป็นผลดีและไม่ดี ต่ออีกฝ่ายได้ด้วย

แต่ความหวังดีก็ยังเป็นเรื่องที่ดี สามารถทำได้หลายรูปแบบ การหวังดีกับทุกๆคน ก็เป็นเรื่องดี เพียงแต่ว่าผลลัพธ์ย่อมไม่ควรทำร้ายผู้ที่ให้ความหวังดี และจะหวังดีกับใครอาจต้องมองให้รอบคอบ เชื่อว่าเราเป็นทั้ง ผู้ให้ และ ผู้รับความหวังดีกันมาเสมอ ให้คำนึงถึง ในทางผู้ให้ แต่เมื่อใดที่เป็นผู้รับ ก็ควรคิดในมุมกลับด้วยว่า ผู้ให้อาจไม่ได้ตั้งใจให้ในแบบผิดๆ เขาทำไปก็เพราะแค่หวังดี จะได้ไม่ต้องมีใครรู้สึกว่า แค่หวังดีไม่พอและใช่ว่าจะดีเสมอไป